2005/Nov/09

ความกลัวส่วนใหญ่จะเป็นอนาคต และบางส่วนจะเป็นอดีต ผมพบว่าถ้าเราอยู่กับปัจจุบันจริงๆ ความกลัวจะหนีไปและไม่สามารถทำอะไรเราได้

---------------------------------------


คอลัมน์ จับจิตด้วยใจ


โดย วิธาน ฐานะวุฑฒ์


ตลอดชีวิตการเป็นศัลยแพทย์ของผม ผมมีโอกาสได้พบกับคนไข้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับ "ความกลัว" แทบทุกวัน เมื่อก่อนผมก็แค่ปลอบๆ ว่า "ไม่ต้องกลัวหรอก ไม่เจ็บหรอก" หรือไม่ก็ "กล้าๆ หน่อยแค่นี้ไม่ต้องกลัวหรอก" แล้วก็ใช้ยากล่อมประสาทช่วยเยอะๆ


อยู่มาวันหนึ่งผมรู้สึกว่าวิธีการแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรคนไข้เหล่านี้เลย ยากล่อมประสาทเพียงสามารถทำให้คนไข้หลับ แต่จะไม่สามารถขจัดความกลัวออกไปจากจิตใต้สำนึกของคนไข้ได้เลย ผมเพียงสามารถทำงานของผมคือการผ่าตัดได้สำเร็จ แต่คนไข้ไม่ได้เรียนรู้ที่จะต้อสู้กับความกลัวเหล่านั้นเลย


ดูเผินๆ ก็ดูจะไม่ใช่หน้าที่หรือกงการอะไรของผมที่จะต้องไปยุ่งกับชีวิตของคนไข้เหล่านั้นในเรื่องความกลัว เพราะผมเองก็ไม่ใช่เก่งกาจอะไรนักหนา ผมเองเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ที่ยังมีความกลัวเหมือนกับเขาเหล่านั้น การปลอบใจแบบนั้นบวกกับยากล่อมประสาทอย่างแรงก็ช่วยคนไข้ได้เยอะแล้ว


แต่พอมองดูลึกๆ แล้ว ผมรู้สึกว่าผมน่าจะทำอะไรได้ดีกว่านั้น "ทำไมเราไม่ถือโอกาสเรียนรู้การเผชิญหน้ากับความกลัว แล้วถ้าเราทำได้เราก็อาจจะได้ประสบการณ์ที่วิเศษในการที่เราจะสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ นอกเหนือไปจากเตียงผ่าตัด" ผมคิดพิเรนทร์ขึ้นมาในวันหนึ่ง หลังจากนั้นผมลดการใช้ยากล่อมประสาทให้น้อยลง หรือในบางรายที่สามารถพูดคุยกันได้เข้าใจดีพอสมควร ผมจะไม่ใช้ยากล่อมประสาทใดๆ เลย


ผมพบประสบการณ์มากมายที่น่าสนใจในเรื่องความกลัว


ผมพบว่า การแก้ไขความกลัวอาจจะไม่ใช่การใช้ความกล้า ดูมันจะไม่ตรงไปตรงมาแบบนั้น เพราะไอ้ที่บอกว่าถ้ากลัวก็ "กล้าๆ หน่อยสิ" นั้นพูดง่ายแต่ทำยากเหลือเกิน


ผมพบว่าคนไข้ส่วนใหญ่ "กลัวความเจ็บ" มากกว่า "ตัวความเจ็บ" เอง


ผมพบว่า "ความกลัว" ไม่ได้สามารถ "บายพาสอารมณ์" ได้อย่างง่ายๆ เหมือนกับที่เราสามารถทำได้กับ "ความโกรธ"


ในเบื้องต้น ผมเคยมีความเข้าใจว่า "ความกลัว" ก็เป็นอารมณ์ลบธรรมดาๆ ชนิดหนึ่งเหมือนกันกับ "ความโกรธ" ที่ถูกเก็บอยู่ในสมองชั้นกลางส่วนที่เรียกว่า "อะมิกดาลา" แต่เมื่อลองมาศึกษาเรื่องนี้ดีๆ ผมเริ่มพบว่า "ความกลัว" อาจจะไม่ใช่แค่เป็นเพียงอารมณ์ลบธรรมดาเลย แต่ต้องถือว่าเป็น "แม่ทัพใหญ่" ของอารมณ์ลบทั้งหมดเลยก็น่าจะว่าได้ นอกจากนี้เจ้าความกลัวนี้ไม่ได้ฝังอยู่แค่ในระดับสมองชั้นกลางอย่างที่เคยเข้าใจ แต่มันสามารถอยู่กับสมองทั้งสามชั้นของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างสมองชั้นในและความกลัวเป็นตัวกำกับพฤติกรรมด้านลบให้กับมนุษย์ได้เป็นจำนวนมาก


มีหนังสือเล่มหนึ่ง(ต้องขอประทานโทษด้วยที่ไม่สามารถหาชื่อหนังสือมาอ้างอิงได้) เขียนไว้ว่า "ความกลัว" อยู่กับมนุษย์มาตั้งแต่แรกเริ่มปฏิสนธิเลยทีเดียว เจ้าสเปิร์มก็ "กลัว" ว่าจะไม่สามารถเจาะไข่เข้าไปได้ ส่วนไข่ก็ "กลัว" ว่าสเปิร์มจะทำให้ไข่แตกในตอนที่เจาะเข้าไป


ตกลงว่ามี "ความกลัว" สถิตอยู่ในมนุษย์ตั้งแต่แรกเริ่มที่เรายังเป็นเพียงเซลล์เซลล์เดียว ซึ่งที่จริงแล้วความกลัวก็มีประโยชน์ เพราะจะเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานที่ช่วยให้มนุษย์ต้องพยายามต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอดได้เช่น การกลัวเสือ,สิงโต จะได้หนีได้ทันหรือการกลัวอันตรายอื่นๆ ก็จะช่วยให้มนุษย์อยู่รอดได้


แต่พวกเราอาจจะลืมความจริงไปข้อหนึ่งก็คือว่า ในสภาพสังคมปัจจุบัน "อันตรายเหล่านั้น" ที่คุกคามชีวิตจริงๆ ของเราเหลือน้อยมาก มองในแง่กายภาพด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในทุกๆ ด้านเราจะเห็นได้เลยไม่มียุคใดในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่มนุษย์จะมีความเป็นอยู่สุขสบาย และปลอดภัยเท่ากับที่เป็นอยู่ในยุคปัจจุบันอีกแล้ว(แต่เราก็ยังไม่รู้จักพอ)


นี่คือประโยชน์ของความเจริญทางด้านเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ได้สบายขึ้น อยู่รอดได้มากขึ้น เราน่าจะใช้ความเจริญหรือเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้เรา "หลุด" ไปจากความกลัว แต่น่าเสียดายที่มนุษย์กลับไปสร้าง "แผงวงจรแห่งความกลัว" ขึ้นมาใหม่แทนความกลัวเสือ,สิงโตแบบเดิมที่มีมาครั้งดึกดำบรรพ์ สรุปได้ว่ามนุษย์เราไม่สามารถแกะแผงวงจรแห่งความกลัวให้หลุดออกไปได้แม้ว่าเราจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงใดก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น


ในระบบสุขภาพเราก็มักจะใช้ "ความกลัว" มาทำให้ประชาชนต้องกลัวว่าตัวเองจะสุขภาพไม่ดี ต้องหมั่นตรวจตราดูตัวเองนะ ไม่งั้นมะเร็งจะถามหา ต้องดูแลสุขภาพตัวเองนะไม่งั้นอายุจะสั้น


ในระบบการศึกษา เราใช้ "ความกลัว" มาขู่นักเรียนนักศึกษา ถ้าเรียนไม่จบก็จะไม่มีงานทำนะ ถ้าไม่มีใบปริญญาจะไม่มีเกียรตินะ ทำให้นักเรียนทุกวันนี้ "กลัว" สอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ นักศึกษาทุกวันนี้ "กลัว" ไม่ได้ปริญญา


ในระบบการบริหารงานในองค์กรเราก็ใช้ "ความกลัว" มาขู่พนักงาน ถ้าทำเป้าไม่ถึงที่ตั้งไว้ก็จะถือว่าไม่มีประสิทธิภาพนะ คุณต้องออกจากงาน


ในด้านการเมือง นักการเมืองห้ำหั่นกันเพราะความกลัวที่กลายไปเป็นความหวาดระแวงทั้งสิ้น ท่านติชนัตฮันห์เคยเขียนไว้ชัดเจนเลยว่า มนุษย์สร้างอาวุธเพราะความกลัว อ้างว่าเพื่อป้องกันตัว แต่ที่จริงอาวุธร้ายแรงเหล่านั้นสร้างขึ้นมาจากความกลัวทั้งสิ้น


ตกลงพวกเราใช้ชีวิตกันอยู่ภายใต้ "ความกลัว" แทบทั้งสิ้น


ผมเองพื้นฐานเป็นคนขี้กลัวขี้วิตกกังวลและผมยอมรับว่า การเปลี่ยนเส้นทางของความกลัวไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนกับที่ผมทำได้กับความโกรธ ผมเรียนรู้ว่าการฝึกเผชิญหน้ากับความกลัวอาจจะเป็นวิธีการเดียวที่เราจะเยียวยาตรงนี้ได้ การฝึกเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปหาอะไรที่น่ากลัวมากระตุ้นนะ ความกลัวมันนอนเกาพุงรอเราตลอดเวลาอยู่แล้ว


บางทีอาจจะต้องเริ่มที่ "ความเป็นปัจจุบัน" เพราะความกลัวส่วนใหญ่จะเป็นอนาคต และบางส่วนจะเป็นอดีต ผมพบว่าถ้าเราอยู่กับปัจจุบันจริงๆ ความกลัวจะหนีไปและไม่สามารถทำอะไรเราได้


ผมพบว่าในขณะที่คนไข้เหล่านี้นอนรออยู่ที่เตียงผ่าตัดนั้น เข็มฉีดยาและมีดผ่าตัดเป็นปรากฏการณ์ในอนาคตทั้งสิ้น คือยังไม่เกิดจริงก็กลัวได้แล้ว พอเริ่มฝึกให้คนไข้เหล่านี้กลับมาที่ "ปัจจุบัน" ได้ด้วยวิธีการต่างๆ ความกลัวจะหายไปอย่างน้อย 50% อย่างรวดเร็วมากภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที บางรายบอกว่าเหลือเพียง 10-20% เท่านั้น ผมถามว่า "มัน(ความกลัว) หายไปไหน" คนไข้เกือบทุกคนตอบว่า "ไม่ทราบ มันหายไปเอง"


บางทีอาจจะต้องอาศัยพลังงานด้านบวกชนิดอื่นๆ ของสมองทั้งสามชั้น เช่นด้านบวกของสมองชั้นต้นได้แก่ เจตจำนงที่แน่วแน่(อาจจะไม่เหมือนความกล้าเสียทีเดียว) ด้านบวกของสมองชั้นกลางได้แก่ความรักความเมตตา ความปรารถนาดี ซึ่งจะนำไปสู่ความไว้ใจกัน ด้านบวกของสมองชั้นนอกได้แก่ความคิดที่สร้างสรรค์และหลากหลายมากไปกว่าการตัดสินแบบตายตัว


หรือบางทีอาจจะต้องอาศัยพลังงานจากมิติของชุมชนนอกเหนือไปจากมิติของปัจเจก


สรุปแล้วผมเข้าใจว่า "ความกลัว" เป็น "อารมณ์ลบที่ไม่ธรรมดา" แต่การฝึกนำพาตัวเองให้ "รู้เท่าทัน" และนำตัวเองไปสู่ "สภาวะแห่งความเป็นปกติ" อาจจะเป็นหนทางที่น่าจะดีในการต่อสู้กับ "เจ้าความกลัว" นี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย


-----------------------------------
มติชน 23 ตุลาคม 2548


edit @ 2005/11/09 14:36:19

Comment

Comment:

Tweet